บอร์ดกช.เห็นชอบแผนการศึกษาเอกชน

นำร่องหลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฎูอีนสอนในตาดีกา-มัสยิด 5 จังหวัด

วันที่ 13 ก.ย.59 นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ซึ่งมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนพัฒนาการศึกษาเอกชน พ.ศ.2560-2564 ระยะ 5 ปี ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 2.การปฏิรูประบบทรัพยากรเพื่อการศึกษาเอกชน 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน 4.การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของการศึกษาเอกชน 5.การส่งเสริมการศึกษานอกระบบเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ 6.การพัฒนาการศึกษาเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 7.การเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สาระสำคัญของแผนดังกล่าวจะมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะอาชีพ ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21ที่ตอบสนองความต่อการพัฒนาประเทศและตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันต้องยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของโรงเรียนเอกชนให้สูงขึ้น

ในส่วนของสถานศึกษาเอกชน ก็ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับแผนดังกล่าวด้วย ทั้งจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ทันต่อการเปลี่ยนแปลงบริบท ลดความเหลื่อมล้ำของสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชนบท รวมถึงต้องส่งเสริมให้บุคลากรได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งนี้ แผนพัฒนาการศึกษาเอกชนฉบับดังกล่าว จะต้องอยู่ภายใต้แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ด้วย

นายอดินันท์ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบหลักสูตรอิสลามศึกษาฟัรฎูอีน ประจำมัสยิด ระดับอิสลามศึกษาตอนต้น พ.ศ.2559 โดยปรับปรุงใหม่ ให้มีความทันสมัย และทำให้การเรียนการสอนอิสลามศึกษาเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสำนักจุฬาราชมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบให้ใช้หลักสูตรดังกล่าวจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกาและมัสยิด จำนวน 2,102 แห่ง ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้

ซึ่งหลักสูตรนี้จะใช้สอนในเด็กอายุตั้งแต่ 6-11 ปี เรียนเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น เน้นการสอนตามหลักศาสนา คัมภีร์ หลักปฏิบัติคุณธรรมและจริยธรรม อีกทั้งยังเพิ่มความเข้มข้นในการสอนภาษาอาหรับ ภาษามลายูเพื่อการสื่อสาร ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เพื่อให้เด็กมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตามในระยะแรกจะนำร่อง 5จังหวัด แต่หากสถานศึกษาหรือมัสยิดอื่นๆต้องการขอใช้หลักสูตร ก็สามารถแจ้งมาได้ แต่ต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพบริบทสังคมในแต่ละพื้นที่ด้วย